มารู้จักกับ “โรคซึมเศร้า” กันเถอะ

โรคซึมเศร้า (Depression disorder) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่พบบ่อย แต่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้เกิดอาการรุนแรงที่ส่งผลต่อความรู้สึกคิดและจัดการกับกิจกรรมประจำวันเช่นการนอนหลับการรับประทานอาหารหรือการทำงาน ซึ่งโรคนี้ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นกับสภาพจิตใจเพียงอย่างเดียวอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่เกิดจากการที่สมองหลั่งสารผิดปกติ ได้แก่ โดปามีน (dopamine) สารเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ส่งผลให้ร่างกาย พฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ เกิดความแปรปรวนนำไปสู่อาการต่าง ๆ

ในช่วงนี้หลายคนอาจจะได้ยินคำว่า โรคซึมเศร้าบ่อยขึ้น คุ้นหูขึ้น จึงเริ่มสงสัยและแอะใจแล้วว่า โรคซึมเศร้า นั้นเป็นอย่างไร และโรคนี้มันคืออะไรกันแน่ ?

โรคซึมเศร้า คืออะไร?
โรคซึมเศร้า (Depression disorder) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่พบบ่อย แต่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้เกิดอาการรุนแรงที่ส่งผลต่อความรู้สึกคิดและจัดการกับกิจกรรมประจำวันเช่นการนอนหลับการรับประทานอาหารหรือการทำงาน ซึ่งโรคนี้ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นกับสภาพจิตใจเพียงอย่างเดียวอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่เกิดจากการที่สมองหลั่งสารผิดปกติ ได้แก่ โดปามีน (dopamine) สารเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ส่งผลให้ร่างกาย พฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ เกิดความแปรปรวนนำไปสู่อาการต่าง ๆ

การสังเกตอาการ
หากมีอาการและอาการแสดงบางอย่างต่อไปนี้เกือบทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์ อาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้ เช่น

• มีความรู้สึกสิ้นหวังหรือการมองโลกในแง่ร้าย ความรู้สึกผิดไร้ค่าหรือทำอะไรไม่ถูก

• มีอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย เศร้า เบื่อ หงุดหงิดง่ายไม่ให้ความสนใจหรือมีความสุขในงานอดิเรกและกิจกรรมต่าง ๆ จากที่เคยอยากทำ ก็ไม่อยากทำมันอีก

• ความอยากอาหารน้อยลง รวมไปถึง มีน้ำหนักที่ลดลง

• มีความคิดเกี่ยวกับความตาย การฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตาย

อ้างอิงจาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30114

หรือลองทำแบบประเมินโรคซึมเศร้า จากแหล่งที่น่าเชื่อถือต่างๆ เพื่อประเมินอาการของตัวเราเองในเบื้องต้นดูก่อน ลองทำแบบประเมินโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง ได้ที่นี่ https://istrong.center/test/depression/

โรคซึมเศร้าสามารถหายได้หรือไม่ ?

โรคซึมเศร้า สามารถรักษาให้หายได้ ไม่ว่าจะเป็นในกรณีร้ายเเรงขนาดไหนก็สามารถรักษาให้หายได้ ยิ่งพบว่าตัวเองเป็นได้เร็วมากเท่าไหร่ ยิ่งรักษาหายได้เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งวิธีการรักษา คือ

1.ปรึกษาจิตแพทย์ เพราะโรคนี้เกิดจากการที่สมองหลั่งสารผิดปกติออกมา จึงจำเป็นที่จะต้องทานยาของแพทย์ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ในการกินยาตามที่หมอสั่ง
การกินยาไม่ใช่จะดีขึ้นทันทีที่กิน แต่ต้องมาพบจิตแพทย์เพื่อประเมินผลการรักษาต่อไป
ซึ่งแนะนำให้ทานตามกำหนดที่เเพทย์เป็นคนสั่ง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และการดื้อยาอีกด้วย

2.รับการบำบัดจากนักจิตวิทยา หรือที่เรียกกันอีกแบบว่า การบำบัดด้วยการพูดคุย
โดยจะให้ผู้ป่วยพูดคุยกับนักจิตวิทยา ถึงสาเหตุ อาการ รวมไปถึงความคิด ความรู้สึกตอนนี้เพื่อที่จะได้ประเมินระดับความรุนแรง และช่วยกันหาวิธีการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ การรักษาโรคซึมเศร้า สมควรที่จะพบนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ควบคู่กันไป จะได้ผลการรักษาที่ออกมาดีที่สุด และวิธีการรักษาแตกต่างกันไปในแต่คน อาจต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกเพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะกับตัวเราเองที่สุดด้วย

การดูเเลเมื่อตัวเองซึมเศร้า

• ต้องคิดบวก และให้กำลังใจตัวเองว่าเราจะค่อยๆดีขึ้น ไม่ใช่ดีขึ้นทันทีทันใด

• พยายามใช้เวลาร่วมกับคนอื่น ปรับทุกข์กับเพื่อนหรือญาติที่ไว้ใจได้และ พยายามอย่าแยกตัวเองให้อยู่คนเดียว

• เลื่อนการตัดสินใจที่สำคัญออกไปเช่นแต่งงานหรือหย่าร้างหรือเปลี่ยนงานจนกว่าตัวเราเองจะรู้สึกดีขึ้น

• เลือกทำกิจกรรมที่เรารู้สึกดี เช่น งานอดิเรกที่เรารักหรือการอยู่กับสัตว์เลี้ยง

• ดูแลสุขภาพร่างกาย ไปพร้อมๆ กับสุขภาพใจ ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์

การดูเเลเมื่อคนใกล้ตัวซึมเศร้า

• รับฟัง และเข้าใจเขาในเรื่องที่เขาเล่าหรือระบายออกมา การฟังผู้ป่วยด้วยความเข้าใจ ใส่ใจ ไม่ตัดสิน จะช่วยให้ความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้น

• พาเขาออกไปเปลี่ยนบรรยากาศพาไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ หรือพาออกไปกินข้าวร้านใหม่ๆ จะช่วยให้เขามีจิตใจมีสดชื่นขึ้น

• ป้องกันทำร้ายตนเอง อาจจะเก็บอุปกรณ์ที่จะสามารถนำมา ทำร้ายตนเองได้ให้พ้นมือของเขา หรือจากสายตาที่เขาเห็น

• หมั่นสังเกตอาการ พฤติกรรม ความรู้สึก ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง มีท่าทาง คำพูด ความคิดเป็นอย่างไรบ้าง หากยังลักษณะเหมือนเดิมอยู่ อาจจะนำไปปรึกษากับจิตแพทย์ในนัดครั้งถัดไป

• ติดตามการกินยาของเขาให้เป็นไปตามที่หมอกำหนดอย่างเคร่งครัด

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

• ไม่เสพคอนเท้น อ่านข่าว หรือรับฟังข้อมูลต่าง ๆ ในทางลบ มากเกินไป เช่น เพจอกหักต่างๆในสื่อออนไลน์ ข่าวฆ่าข่มขื่น หรือโรคโควิดที่กำลังระบาด

• พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องกาย คือ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน

• การฝึกคิดบวก มองโลกในแง่ดีให้กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้เจอ จะช่วยลดความวิตกกังวลได้ อีกทั้งยังเป็นการมอบความสุขให้กับตัวเราเองได้ดีอีกด้วย

• ออกไปสัมผัสธรรมชาติ ท่องเที่ยวบ้าง อย่าให้ชีวิตอยู่แต่กับงานหรือเรื่องเดิมๆ ชีวิตประจำวันเดิมๆ จะช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้อย่างมากทีเดียว

• ในบางครั้ง เราไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเราเองได้ การขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ อาจจะช่วยลดความวิตกกังวล ความเครียดที่เกิดที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นได้

• รู้จักตัวเองให้ดี เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง รู้ข้อดี ข้อเสีย และยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น จะช่วยให้เรารับมือการความผิดหวังหรือเสียใจได้ดียิ่งขึ้น


ผู้เขียน

พิชญาพร วิสุทธิ์มิตรนาคร

B.Sc. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร นักให้คำปรึกษา และนักสร้าง Engagement กับลูกค้า

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.