ดึงศักยภาพของพนักงานด้วยสไตล์ของผู้นำ

ผู้นำที่มีภาวะผู้นำทั้งแบบมุ่งงาน และแบบมุ่งคน มีแนวโน้ม ที่จะส่งเสริมให้พนักงานสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้จนประสบความสำเร็จในการทำงาน และมีความพอใจในการทำงานสูง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำที่มีภาวะผู้นำรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพียงอย่างเดียว หรือไม่มีภาวะผู้นำทั้งสองรูปแบบเลย

คุณคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “อยากได้สิ่งใด ต้องให้เขาก่อน” กันใช่ไหมคะ คำกล่าวนี้ถือเป็นพื้นฐานทางจิตวิทยาที่ใช้ได้กับทุกเรื่องเลยค่ะ รวมถึงเรื่องการพัฒนาศักยภาพพนักงานด้วย หากคุณต้องการพนักงานที่ดี คุณก็ต้องมีภาวะผู้นำที่ดีที่เหมาะสมให้แก่ผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ซึ่งภาวะผู้นำก็มีมากมายหลากหลายรูปแบบค่ะ แต่ในบทความจิตวิทยานี้จะขอนำเสนอแนวคิดภาวะผู้นำที่นอกจากจะสามารถสร้างการทำงานเป็นทีมแล้ว ยังช่วยดึงศักยภาพของเพื่อร่วมงานในองค์กรออกมาได้ด้วยค่ะ
ภาวะผู้นำ ตามตำราจิตวิทยา หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการหลอมรวม ความแตกต่างทางด้านความคิด ความสนใจ ความต้องการ หรือพฤติกรรมของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ในองค์การให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างมีศิลปะ ลดความขัดแย้งในองค์การ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายขององค์การ โดยภาวะผู้นำมีหลากหลายสไตล์ตามแนวคิดและทฤษฎีของนักจิตวิทยาที่มีมาหลายยุคสมัย แต่รูปแบบภาวะผู้นำที่เข้าใจง่ายและยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ทุกยุคสมัย เพื่อช่วยดึงศักยภาพของพนักงานได้มาก ก็คือ ภาวะผู้นำรูปแบบที่เป็นผลมาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ (Ohio State University) ซึ่งพบว่า สไตล์ของภาวะผู้นำตามการรับรู้ของพนักงาน มี 2 แบบ คือ

ผู้นำแบบมุ่งงาน คือ ผู้นำแบบที่มีความกระตือรือร้นสูง มีความคิดสร้างสรรค์ มีการกำหนดเป้าหมายและบทบาทหน้าที่ของผู้นำและพนักงานไว้อย่างชัดเจน มีการ วางแผนการทำงาน และกำหนดตารางเวลาทำงานแน่นอน เน้นการทำงานให้เป็นไปตามขั้นตอน มีการกำหนดมาตรฐานงาน มีการติดต่อสื่อสารกับทุกคนมีการมอบหมายงานที่ชัดเจน

ผู้นำแบบมุ่งคน คือ ผู้นำที่ดูแลเอาใจใส่พนักงาน ดูแลทุกข์สุข และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงานและพนักงาน เป็นมิตร มีความไว้วางใจต่อกัน ยอมรับฟัง ความคิดเห็น เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหารและการตัดสินใจ มีการติดต่อสื่อสารที่ดี ให้ความอบอุ่น เอาใจใส่ดูแลขวัญและกำลังใจ และสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงาน

จากงานวิจัยยังพบอีกว่า ผู้นำที่มีภาวะผู้นำทั้งแบบมุ่งงาน และแบบมุ่งคน มีแนวโน้ม ที่จะส่งเสริมให้พนักงานสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้จนประสบความสำเร็จในการทำงาน และมีความพอใจในการทำงานสูง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำที่มีภาวะผู้นำรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพียงอย่างเดียว หรือไม่มีภาวะผู้นำทั้งสองรูปแบบเลย
ซึ่งการพัฒนาตัวเองให้มีภาวะผู้นำทั้งแบบมุ่งงานและแบบมุ่งคนนั้น ผลงานวิจัยทางจิตวิทยาแนะนำ ดังนี้ค่ะ

วิธีสร้างภาวะผู้นำแบบมุ่งงาน Task-Focused สามารถสร้างได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ
1.1 ฝึกการวางแผน โดยการจัดตารางทำงานให้ชัดเจน เป็นระเบียบ สามารถปฏิบัติ ได้จริง และเหมาะสมกับลำดับความสำคัญค่ะ
1.2 ฝึกทักษะการประสานงาน โดยเพิ่มทักษะการพูดที่เหมาะสม มีวาทศิลป์ ในการสื่อสาร มีการเตรียมข้อมูลที่จะประสานให้พร้อม มีมารยาทในการสื่อสาร และสื่อสารด้วยความฉะแนแต่อ่อนน้อม และชัดเจน
1.3 รู้จักวิธีการออกคำสั่งที่เหมาะสม โดยกำหนดชัดเจนเป็นนโยบาย มีการกำหนดขอบเขตงานของพนักแต่ละคนชัดเจน ควรมีการประชุมทีมพนักงานให้รับทราบคำสั่ง หรือเป้าหมาย ภารกิจของงานให้ชัดเจน เปิดโอกาสให้พนักงานซักถามได้อย่างอิสระ และเน้นการทำงานเป็นทีม เพื่อจะได้ไม่มีใครแบกรับภาระงานมากจนเกินไป และที่สำคัญผู้นำต้องไม่ทิ้งทีมค่ะ
1.4 มีทักษะการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม เมื่อเกิดปัญหาจงมีสติ และแน่นอนค่ะพนักงานทุกคนในทีมต้องรับรู้ปัญาร่วมกัน ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาควรมีการประชุมทีมเพื่อระดมสมอง หาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม และทุกคนยอมรับได้ร่วมกันค่ะ

วิธีสร้างภาวะผู้นำแบบมุ่งคน People-Focused
2.1 สร้างความเป็นกันเองกับพนักงานในทีม โดยการมีกิจกรรมแบบไม่เป็นทางการร่วมกัน เช่น ทานอาหาร เที่ยว พูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปที่ไม่เกี่ยวกับงาน เพื่อละลายพฤติกรรมของพนักงาน ในทีม และสร้างความสนิทสนทในทีมค่ะ
2.2 ให้คำปรึกษาแก่พนักงาน เมื่อพนักงานในทีมเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ผู้นำที่ดีควรรับฟังปัญหา และให้คำปรึกษาอย่างจริงใจ หรือต่อให้ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เพียงแค่ผู้นำ รับฟัง เข้าใจ และแสดงความเห้นใจ พนักงานก็รู้สึกดีขึ้นแล้วค่ะ
2.3 ยอมรับในตัวของพนักงานแต่ละคน สถานที่ทำงานเต็มไปด้วยคนที่หลากหลายรูปแบบ หลากหลายที่มา จึงทำให้มีหลากหลายความคิดเห็น ดังนั้น ผู้นำจึงควรรู้จักพนักงานในทีมแต่ละคน เพื่อหาข้อดี และข้อด้อยของแต่ละคน สำหรับข้อดีหากมีช่องทางส่งเสริมสนับสนุนก็ให้โอกาสพนักงาน ในการแสดงและพัฒนาศักยภาพ สำหรับข้อเสียหากเป็นข้อเสียที่ไม่กระทบกับการทำงาน ก็อาจ ให้คำแนะนำ หรือบอกตรง ๆ ด้วยความจริงใจ เพื่อให้เขารู้ตัว แต่ถ้าข้อเสียนั้นกระทบกับเพื่อร่วมงาน กระทบกับงาน ก็ควรพูดคุยเพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงค่ะ
2.4 มีการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และพนักงานในทีมสามารถโต้ตอบการสนทนาได้อย่างอิสระ เพื่อการสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานที่ตรงกัน
2.5 คอยช่วยเหลือสนับสนุน การขับเคลื่อนงานแบบเป็นทีม มีความหมายว่า ทุกคนร่วมกันทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อพางานไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นหากคนหนึ่งมีปัญหา จะทำให้งานสะดุด ไปทั้งทีม เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีจึงควรช่วยเหลือ และพร้อมสนับสนุนพนักงานในทุกเมื่อค่ะ

ดิฉันเชื่อว่าคนเราทุกคนมีศักยภาพในตัวเอง อยู่ที่ว่าผู้นำจะสามารถดึงศักยภาพ ของพนักงานในองค์การออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งแนวทางที่ได้แนะนำไว้ข้างต้นจะสามารถช่วย คุณผู้อ่านในการสร้างภาวะผู้นำ ที่จะทำให้คุณผู้อ่านเป็นผู้นำที่สามารถดึงศักยภาพของพนักงานออกมาได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ


ประวัติผู้เขียน :

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตสาขาวิชาเอกจิตวิทยาคลินิก เกียรตินิยมอันดับ 2 จากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตด้านการพัฒนาสังคม NIDA มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาเด็ก 4 ปี เป็นผู้ช่วยนักวิจัย ด้านจิตวิทยา 1 ปี ปัจจุบันเป็นนักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ ที่ประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางจิตวิทยา ในการปฏิบัติงานมากว่า 6 ปี

0 0 votes
Article Rating

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments