ทำงานให้สุขและสำเร็จ การจัดการความเครียดและภาวะหมดไฟ (Burnout)

หลาย ๆ คนมักจะเคยได้ยินว่า เมื่อเรามีความสุขเรามักจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี แต่ถ้าในเรื่องของงานบางคนอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเสมอไป แล้วเราจะมีวิธีคิดหรือวิธีการทำงานอย่างไรให้เรามีทั้งความสุขและทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันก่อนผู้เขียนมีโอกาสได้ไปร่วมพูดคุยในรายการวันใหม่วาไรตี้ ช่วงประเด็นสังคม กับทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS แล้วพบว่าประเด็นคำถามเกี่ยวกับการทำงานและความเครียดน่าสนใจ จึงอยากจะสรุปแต่ละคำถามให้อีกรอบ เผื่อจะนำไปใช้ประโยชน์กันได้นะคะ

Q: หลาย ๆ คนมักจะเคยได้ยินว่า เมื่อเรามีความสุขเรามักจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี แต่ถ้าในเรื่องของงานบางคนอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเสมอไป แล้วเราจะมีวิธีคิดหรือวิธีการทำงานอย่างไรให้เรามีทั้งความสุขและทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
A: ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ความสุข” นั้นเป็นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งในทางจิตวิทยา เราจะเปลี่ยนที่ความรู้สึกตรง ๆ ได้ยาก เราสั่งตัวเองให้มีความสุขเดี๋ยวนี้้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เจอคำถามเสมอว่า ทำไมเราถึงไม่มีความสุข แต่วิธีที่จะเปลี่ยนความรู้สึกได้ ต้องปรับที่ความคิดและพฤติกรรมของเรา แล้วทั้งสองอย่างนี้จะส่งผลไปเปลี่ยนที่อารมณ์ของเราเอง พูดง่าย ๆ คือ ต้องปรับความคิดและพฤติกรรมที่จะกระตุ้นให้เรามีความสุข

คำแนะนำในการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมเพื่อให้ทำงานอย่างมีความสุขและประสิทธิภาพมากขึ้น

1) มองหาข้อดีและส่วนที่สนุกของสิ่งที่ทำอยู่

ทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่สำหรับสิ่งที่คนเราไม่ชอบ เรามักจะมีอคติมองหาแต่ด้านที่แย่ บ่นถึงแต่เรื่่องที่เป็นข้อเสีย จึงทำให้ยิ่งรู้สึกทุกข์มากขึ้น แต่หากคุณหนีงานนี้ไปไหนไม่ได้ ทำไมไม่ลองมองหาส่วนที่ทำให้เรารู้สึกเบิกบานบ้างล่ะ มองหาด้านดีของสิ่งที่เรามี แล้วสนใจสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น เพื่อขยายอิทธิพลของมัน เพื่อกระตุ้นให้เรารู้สึกเป็นบวกต่องานที่ทำนี้มากขึ้น

2) หาทางใช้จุดแข็งของเราในงานที่ทำให้มากที่สุด

เพราะเมื่อเราใช้ความถนัด ผลลัพธ์ที่ออกมามักจะได้ดีกว่า หากเทียบกับความพยายามในระดับเดียวกันกับสิ่งที่เราไม่ถนัด ซึ่งเมื่อผลลัพธ์ออกมาดี เราก็จะรู้สึกภูมิใจและมีแรงจูงใจอยากจะพัฒนาต่อ และขณะทำเราก็จะอยู่ในภาวะลื่นไหล (Flow) ซึ่งเป็นภาวะที่มันจะเกิดขึ้นตอนที่เราทุ่มเท และหลงใหลในบางสิ่งจนเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของสิ่งนั้นระยะหนึ่ง

3) วิธีสร้างแรงจูงใจที่ดีที่สุดคือใช้พฤติกรรมนำความรู้สึก

การลงมือเลยในสิ่งที่ต้องทำ แม้จะไม่อยากทำหรือฝืนใจในตอนแรก แต่เมื่อคุณกลั้นใจนั่งลงแล้วทำเลย หลังจากนั้นอารมณ์จะตามมาเอง อย่าตามอารมณ์มาก เพราะไม่อย่างนั้นความกลัว ความกังวลจะทำให้เราผัดวันประกันพรุ่ง ยิ่งมาก ๆ เข้าเราจะรู้สึกไม่ภูมิใจในตัวเองอีกต่อไป

—————————————

Q: ไม่ว่างานที่เราทำอยู่นั้นจะตรงตามความต้องการหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคนทำงานทุกคนคือความเครียด ทั้งการกดดันตัวเอง หรือเครียดจากเพื่อนร่วมงาน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลในการทำงานของเราอย่างไร และจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร
 
A: ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความเครียดในระดับพอเหมาะจะช่วยกดดันให้เราผลักดันผลงานออกมา หากน้อยเกินไปเราอาจจะเฉื่อยจนไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร แต่ความท้าทายของเราคือ เราต้องรักษาระดับความเครียดให้อยู่ในระดับที่พอดี

เมื่อไหร่ที่ถือว่าเราเครียดมากเกินไป ไม่พอดี?
ด้านอารมณ์: ตอนที่เริ่มรู้สึกว่าภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น เราเริ่มควบคุมไม่อยู่ หรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิต เช่น หงุดหงิดใส่คนรอบตัวง่ายขึ้น หรืออยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้ออกมา

ด้านปฏิกิริยาทางร่างกาย: ตอนที่เริ่มส่งผลต่อร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ การกินผิดปกติ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดท้อง หรือปวดหัว
ด้านความคิด: พฤติกรรมความคิดเริ่มเปลี่ยน เช่น คิดลบต่อตัวเอง ต่องาน ต่อคนรอบข้างมากขึ้น จับผิดมากขึ้น สมาธิในการทำงานลดน้อยลง ผลการทำงานเริ่มย่ำแย่ลง
ด้านพฤติกรรม: ลางานบ่อยขึ้น มาทำงานสายบ่อยจนผิดปกติ เถลไถลบ่อยขึ้น เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนักหรือถี่มากขึ้น ช้อปปิ้งบ่อยขึ้น ติดซีรีย์ หรือติดเกมมากขึ้น

วิธีแก้ไข
ทุกคนต้องมีเทคนิคการจัดการกับความเครียดของตัวเอง เช่น ฟังเพลง อาบน้ำ เดินเล่น นั่งสมาธิ เล่นกับลูก เล่นกับหมาแมว แต่ละวิธีจะมีผลกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งเราต้องรู้ว่าวิธีไหนที่ใช้แล้วได้ผล หรือทดลองหาวิธีการใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยเป็นกิจกรรมที่อาจไม่ต้องใช้เวลานานมาก แต่สามารถทำได้เร็ว ๆ เพราะความเครียดไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน

หลังจากที่สามารถบริหารอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ในระยะยาว เราอาจต้องเรียนรู้การปรับวิธีคิดไม่ให้มองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ร้ายเกินไป เพราะจะยิ่งเพิ่มโอกาสเครียดง่ายขึ้น รวมถึงวิตกกังวลกับอนาคตมากเกินไป ยิ่งส่งผลต่อสุขภาพจิต

หากยังไม่หายและดูท่าทีอาการเครียดจะเพิ่มมากขึ้น แนะนำให้ไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น พบจิตแพทย์ หรือคุยกับนักจิตวิทยา
เช่น บริการให้คำปรึกษาโดยจิตแพทย์หรือนัักจิตวิทยาที่มีใบประกอบวิชาชีพ ของ iSTRONG ที่มีหลากหลายช่องทาง ทั้ง online และมาพบหน้า ซึ่งช่วยให้ผู้คนเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น https://www.istrong.co/service

—————————————

Q: นอกจากความเครียดแล้ว หลายคนก็ต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยรุ่นหรือวัยกลางคนก็ตาม เราจะมีวิธีปลุกพลังในตัวเองอย่างไรได้บ้างให้กลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้ง

A: 
1) หา Why ให้เจอ
เมื่อเราทำทุกอย่างด้วยเหตุผลที่แข็งแรงมากพอ เราจะมีพลังต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคื เพราะเรารู้ว่า จะทำไปทำไม ในการทำงาน เราก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เราทำงานนี้ทำไม ค้นหา WHY ให้เจอ วันแรกที่เราตัดสินใจมาทำงานนี้เพราะอะไร เราทำแล้วมันช่วยให้ชีวิตใครดีขึ้น ถ้าไม่ชอบที่ตัวงาน ก็ให้มองที่ผลลัพธ์ว่าเราได้สร้างคุณค่าให้ใครบ้าง

2) หาจุดแข็งให้เจอ
หน้าที่ของคนทุกคนคือรู้จักจุดแข็งของตัวเองแล้วเอามาใช้ให้มากที่สุด คนเราเวลาได้ทำอะไรที่ถนัด เรามักจะเรียกว่า อยู่ใน flow และมีกำลังใจที่จะทำงานให้ดีขึ้นไป เพราะเวลาเราทำสิ่งที่เราถนัด ผลลัพธ์มักจะออกมาดี โดยไม่ต้องพยายามจนตัวเองเหนื่อยเกินไป พอเห็นว่าก้าวหน้าหรือทำได้ดี เราก็มีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป

3) ขอทำหน้าที่ใหม่ ๆ หรือโปรเจ็กใหม่ ๆ บ้าง
หากเราหมดไฟเพราะทำสิ่งเดิม ๆ มานาน ลองหาโอกาสได้ทำงานชิ้นใหม่ ๆ คิดพัฒนากระบวนการทำงานให้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม หรือพูดคุยกับหัวหน้างานขอให้มอบหมายโปรเจ็กใหม่ ๆ ให้ทำ หรือการพบปะกับคนใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนต่างแผนก และคนต่างสาขาอาชีพก็อาจจะช่วยได้ แถมยังกระตุ้นมุมมองใหม่ ๆ และความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย

4) ทำงานอดิเรกที่มีความหมาย
หากงานหลักที่เราจำเป็นต้องทำนั้นไม่ได้จุดประกายความสุขให้คุณมากนัก การมีงานอดิเรกนอกเหนือจากงานประจำก็ช่วยสร้างสมดุลให้เราได้ งานอดิเรกที่ว่าต้องไม่ใช่แค่ดูหนัง ฟังเพลง หรือออกไปเที่ยว แต่ต้องเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านั้น เช่น ทำสวนแบบเป็นเรื่องเป็นราว เพาะปลูกต้นไม้ขาย ทำคอร์สออนไลน์สอนในสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ อ่านหนังสือแล้วเขียนลง blog หรือถ่ายภาพขายในเว็บไซต์ พูดง่าย ๆ คือ งานอดิเกรที่ทำแล้วให้รู้สึกว่าตัวเองทำบางอย่างที่มีคุณค่าและเป็น Passion ของตัวเองที่แท้จริงนั่นเอง

—————————————

Q: สุดท้ายอยากให้ฝากคำแนะนำหรือเทคนิคในการทำงานอย่างไรให้มีความสุขและประสบความสำเร็จ

A: หากอยากทำงานให้มีความสุขและสำเร็จ ต้องมี Passion (ความรักในสิ่งที่ทำ) + Persistence & Perservarance (ความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละและลูกอึด) ซึ่งเราต้องมีทั้งสองอย่างคู่กัน เพราะหากมีแต่ความรักอย่างเดียว อารมณ์มันจะมาเกี่ยวมากเกินไป เมื่อไหร่ที่เราเบื่อหรือหมดรัก เราจะล้มเลิกหรือผละมันออกไปง่ายเกินไป กลายเป็นว่าทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ไม่ถึงเป้าหมายก็เลิกไปซะก่อน หรือหากมีความเพียรพยายามและลูกอึดอย่างเดียว จะทำให้เราไม่มีความสุข สุดท้าย เราก็อาจจะหนีไปจากมันเช่นกัน

สิ่งสำคัญคือ หาสิ่งดีของงานที่ทำให้เจอ และตั้งเป้าหมายพร้อมกับวางแผนให้ชัด สองอย่างนี้ จะช่วยให้มีสองอย่างข้างต้นที่กล่าวมา

สุดท้ายแล้ว อยากให้รู้ว่า ทุกคนก็ต้องเคยอยู่ในภาวะเครียด ไม่ชอบงานที่ทำ อยากลาออก ทั้งนั้น แม้แต่ตัวพิชาวีร์เองที่ทำธุรกิจของตัวเองที่เป็นสิ่งที่รักมาก ๆ บางครั้งก็ยังต้องพัก เพราะความเครียดและ Burnout ขอให้ทุกคนคิดเสียว่า งานที่ทำนี้ไม่ได้อยู่กับเราไปทั้งชีวิต เพื่อนร่วมงานบางคนที่เราไม่ชอบก็เหมือนกัน อีกซักพัก ถึงเวลาต่างคนก็ต่างไปตามทางของตัวเอง ดังนั้น เมตตา อย่าถือสา และให้อภัยกันให้มาก ๆ แล้วตัวเราเองนี่แหละ ที่จะมีความสุขเป็นคนแรก

————————-

พิชาวีร์ เมฆขยาย
ผู้บริหาร iSTRONG Mental Health ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาการทำงานและองค์กร วิทยากร และนักเขียน การศึกษา M.Sc. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร B.Sc. จิตวิทยา (เกียรตินิยม) และ Positive Psychology Certified

0 0 votes
Article Rating

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments