5 วิธีดูแลสุขภาพจิตของพนักงานให้เข้มแข็งในสถานการณ์วิกฤต

สำหรับคนที่ว่างงานก็จะมีเรื่องเครียดเป็นธรรมดา แต่สำหรับคนที่ยังทำงานอยู่อย่าคิดว่าจะรอดนะคะ เพราะภาระงานทั้หมด ของคนที่ออกจะไปไหน ถ้าไม่ใช่เรา นั่นหมายความว่า คนที่ยังทำงานอยู่จะได้รับเงินเดือนเท่าเดิม เพิ่มเติมหน้าที่ จะลาออกก็ไม่ได้รับชดเชยเท่าเพื่อนที่ถูกเชิญออก ทนทำต่อก็บั่นทอนสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ขององค์กรและนักจิตวิทยาองค์กรค่ะ ว่าจะดูแลสุขภาพจิตของพนักงานอย่างไรให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ในสถานการณ์วิกฤตมากมายหลายสิ่งที่ทั้งองค์กรและเรา ๆ ซึ่งเป็นพนักงานขององค์กรเองต้องฝ่าฟันกันมา ได้พิสูจน์ให้เห็นนะคะว่า “สุขภาพจิตดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” นั่นก็เพราะต่อให้งานหนัก จนเราเหนื่อยกาย ได้พักเราก็หายเหนื่อยกลับมาสู่ต่อได้ แต่กับสถานการณ์ที่บีบคั้นจิตใจ ทั้งเรื่องโรคระบาด สภาพเศรษฐกิจ การเอาตัวรอดในสังคม และการแข่งขันในองค์กร บอกเลยค่ะว่าถ้าสุขภาพจิตของพนักงานไม่ดีจริง จะพากันพังทั้งองค์กรเอาเสียง่าย ๆ

ซึ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ผ่านมา ส่งผลอย่างมากต่อสภาพเศรษฐกิจที่ป่วยอยู่แล้วของบ้านเราทำให้โคม่ากันไปเลย เพราะทำให้คนไทยว่างงาน มากถึง 392,000 คน ในเดือนมีนาคม 2563 (ช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในบ้านเรา) และจนมาถึงเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 มีคนว่างงานสูงขึ้นมาเกือบ 6 แสนคนเลยค่ะ

สำหรับคนที่ว่างงานก็จะมีเรื่องเครียดเป็นธรรมดา แต่สำหรับคนที่ยังทำงานอยู่อย่าคิดว่าจะรอดนะคะ เพราะภาระงานทั้หมด ของคนที่ออกจะไปไหน ถ้าไม่ใช่เรา นั่นหมายความว่า คนที่ยังทำงานอยู่จะได้รับเงินเดือนเท่าเดิม เพิ่มเติมหน้าที่ จะลาออกก็ไม่ได้รับชดเชยเท่าเพื่อนที่ถูกเชิญออก ทนทำต่อก็บั่นทอนสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ขององค์กรและนักจิตวิทยาองค์กรค่ะ ว่าจะดูแลสุขภาพจิตของพนักงานอย่างไรให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ผู้เขียนได้ไปดูวิธีการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานในองค์กรใหญ่ ๆ ของบ้านเรามา จึงขออนุญาตมาแบ่งปันกันนะคะ ว่าองค์กรใหญ่เหล่านั้นมีวิธีการสนับสนุนด้านจิตใจ แก่พนักงานอย่างไรค่ะ

1.มีการสื่อสารในองค์กรที่ชัดเจน

นักจิตวิทยาองค์กรรู้ คุณผู้อ่านรู้ และผู้บริหารองค์กรก็รู้เช่นกันค่ะว่าในสถานการณ์วิกฤต “การสื่อสาร” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะเคยมีข่าวของหลายองค์กรที่มีการสื่อสารผิดพลาดในองค์กร จิตวิทยาหรือมีข่าวลือที่ผู้บริหารองค์กรไม่สามารถอธิบายความจริงให้แก่พนักงานได้ทัน และลุกลามบานปลาย จนเกิดเป็นม็อบในองค์กร เกิดความขัดแย้งในองค์กร ทำให้ความสัมพันธ์ของคนในองค์กรมีรอยร้าว จนยากที่จะกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ซึ่งเรื่องเล็ก ๆ แต่ควบคุมยากอย่างคำพูดของคนนี่ละค่ะ ทำให้องค์กรใหญ่ต้องเสียหายหนักมามากแล้ว เพราะฉะนั้น การทำให้พนักงานองค์กรมั่นใจในตัวองค์กรและมีรู้สึกมั่นคง ในการทำงานได้ ก็คือ การสื่อสารที่ชัดเจนในองค์กรค่ะ โดยทางองค์กรสามารถกำหนดแนวทางการสื่อสารออกมาเป็นกฎ หรือนโยบายขององค์กรให้ทุกคนรับรู้อย่างชัดเจน เช่น จะมีการสื่อสารผ่านช่องทางไลน์ ขององค์กรเท่านั้น มีช่องทางที่พนักงานสามารถสอบถามข้อสงสัยได้อย่างรวดเร็ว เช่น ไลน์ สายตรงผู้บริหาร หรือมีช่วงเวลาที่ผู้บริหารได้พบปะพนักงาน ก็จะช่วยทั้งเรื่องการสื่อสารและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรได้เป็นอย่างดีค่ะ

2. ให้ความใส่ใจพนักงาน

ในสถานการณ์วิกฤต เช่น มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อในที่สาธารณะ หรือมีการ ก่อเหตุจราจล มีภัยธรรมชาติ สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เรื่องง่าย ๆ อย่างการเดินทางมาทำงานกลายเป็นเรื่องเสี่ยงตายได้เลยทีเดียวค่ะ ทำให้องค์กรใหญ่ ๆ หลายที่ต้องแสดงความใส่ใจต่อพนักงานผ่านนโยบายที่เอื้อ ให้พนักงานมีความสะดวกในการทำงานโดยไม่ต้องพาตัวเองออกมาเสี่ยง เช่น การ Work From Home การประชุมออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งนโยบายการทำงานเช่นนี้นอกจากจะถูกใจนักจิตวิทยาองค์กรแล้ว ยังเป็นปลื้มสำหรับพนักงานทุกคน ทำให้พนักงานมีสุขภาพจิตดี ลดความกังวลในการทำงาน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในสถานการณ์วิกฤติให้แก่พนักงานได้ด้วยค่ะ

3. ดูแลและปกป้องพนักงาน

ถึงแม้ว่าลูกค้าขององค์กรจะเป็นคนสำคัญอย่างมากขององค์กรที่องค์กรควรดูแล แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ พนักงานขององค์กรค่ะ เพราะถ้าไม่มีพนักงานที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนองค์กร องค์กรจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ และไม่สามารถคงอยู่ หรือเติบโตได้เลย ซึ่งองค์กรใหญ่ ๆ ระดับโลก และในบ้านเรา ต่างก็เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและปกป้องพนักงานจากสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ ผ่านนโยบายที่หลากหลาย เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่กึ่งบังคับให้พนักงานออมเงินไว้ใช้ในสถานการณ์วิกฤต ประกันสุขภาพที่หลายที่นอกจากจะครอบคลุมตัวพนักงานแล้ว ยังเผื่อแผ่ไปถึงคนในครอบครัวของพนักงานด้วย และทาง iStrong เองก็มีโปรดูแลสุขภาพจิตให้พนักงานขององค์กร ด้วยการมีผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาเป็นที่ปรึกษา ให้กับปัญหาต่าง ๆ ของพนักงาน และยังสามารถให้คำปรึกษาในการกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมสุขภาพจิตพนักงานขององค์กรให้ด้วยค่ะ

4. อำนวยความสะดวกในการทำงานให้พนักงาน

ถึงแม้ว่าพนักงานจะสามารถ Work From Home ได้ แต่หลายท่านทำงานที่บ้าน ก็ไม่สะดวกเท่าทำงานที่ทำงานอยู่ดี อีกทั้งยังมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปทำงานอยู่ ดังนั้น หลายองค์กรจึงมีนโยบายสนับสนุนพนักงานด้วยการจัดรถรับ – ส่ง พนักงาน เพื่อความสบายใจ ลดค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง และอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่พนักงาน รวมถึงมีการสนับสนุน ค่าอินเตอร์เน็ตให้กับพนักงานในการทำงานออนไลน์ มีการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงาน เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างสะดวกสบายที่สุด ซึ่งนอกจากจะทำให้งานออกมาดีแล้ว สุขภาพจิตของพนักงานยังดีและเข้มแข็งมากขึ้นด้วยค่ะ

5. สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่พนักงาน

สิ่งแวดล้อมในที่นี้หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่เป็นสถานที่ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นบุคคลค่ะ เพราะต่อให้ทำงานในอาคารหรู ดูทันสมัย แต่ต้องทนทำงานกับ Toxic People ก็คงไม่มีใครทนทำงาน ในองค์กรนั้นได้นาน แต่กลับกันหากมีเพื่อนร่วมงานดี แต่สถานที่ทำงานเสื่อมโทรม เดินทางยาก อันตราย พนักงานก็คงชวนกันหนีไปอยู่องค์กรอื่นที่เดินทางง่ายกว่า สะดวกมากกว่า ดังนั้น การดูแลสิ่งแวดล้อม ในองค์กรให้สบายใจที่จะอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ และเป็นจิตวิทยาที่ดีที่จะดึงให้คนอยู่กับองค์กรได้นาน โดยการมีนโยบายทำงานเป็นทีม มีการ Rotate งานเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มี Career Path ที่ชัดเจน ทุกคนสามารถเติบโตได้ รวมถึงมีสถานที่ทำงานที่สว่าง สะอาด สงบ มีความเป็นส่วนตัว มีมุมพักผ่อน เพียงเท่านี้ ก็ทำให้สุขภาพจิตของพนักงานดี และส่งผลให้ผลประกอบการขององค์กรดีขึ้นด้วยค่ะ

คำกล่าวที่ว่า “สุขภาพจิตดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” ไม่ได้เป็นคำกล่าวที่เกินจริงเลยค่ะคุณผู้อ่าน เพราะคนที่มีสุขภาพจิตดีจะมีความฉลาดทางอารมณ์ มีความมั่นคงทางอารมณ์สูง มีสติที่จะจัดการ กับสถานการณ์วิกฤตได้ และสามารถนำพาองค์กรให้ผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากได้ในที่สุดค่ะ


อ้างอิง : สำนักงานสถิติแห่งชาติ. มีนาคม 2563.สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนมีนาคม 2563. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 สิงหาคม 2563 จาก http://www.nso.go.th/


ประวัติผู้เขียน :

จันทมา ช่างสลัก

บัณฑิตสาขาวิชาเอกจิตวิทยาคลินิก เกียรตินิยมอันดับ 2 จากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตด้านการพัฒนาสังคม NIDA มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาเด็ก 4 ปี เป็นผู้ช่วยนักวิจัย ด้านจิตวิทยา 1 ปี ปัจจุบันเป็นนักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ ที่ประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางจิตวิทยา ในการปฏิบัติงานมากว่า 6 ปี

0 0 votes
Article Rating

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments