5 วิธีป้องกันอาการ Burnout ของพนักงานด้วยจิตวิทยาเชิงบวก

จิตวิทยายุคใหม่มุ่งเน้นศึกษาที่การเพิ่มศักยภาพ ความสุข และสุขภาวะโดยรวมของคนที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยหลักการคือสนใจที่สิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว โฟกัสที่ด้านเชิงบวกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อขยายวงอิทธิพลของสิ่งดีเหล่านั้นให้ใหญ่ขึ้น เรียกว่าเป็นจิตวิทยาเชิงบวก หรือ Positive

ในยุคปัจจุบันผู้คนจำนวนมากต่างกำลังประสบ เคยประสบ หรือกำลังจะประสบกับภาวะหมดไฟ หรือ Burnout จากการทำงาน ซึ่งสำหรับตัวคนทำงานนั่นคือความทุกข์ที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อองค์กรคือผลผลิตที่ลดลง รวมถึงบรรยากาศการทำงานที่เป็นไปในเชิงลบ

จิตวิทยายุคใหม่มุ่งเน้นศึกษาที่การเพิ่มศักยภาพ ความสุข และสุขภาวะโดยรวมของคนที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยหลักการคือสนใจที่สิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว โฟกัสที่ด้านเชิงบวกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อขยายวงอิทธิพลของสิ่งดีเหล่านั้นให้ใหญ่ขึ้น เรียกว่าเป็นจิตวิทยาเชิงบวก หรือ Positive Psychology

ในยุคปัจจุบันผู้คนจำนวนมากต่างกำลังประสบ เคยประสบ หรือกำลังจะประสบกับภาวะหมดไฟ หรือ Burnout จากการทำงาน ซึ่งสำหรับตัวคนทำงานนั่นคือความทุกข์ที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อองค์กรคือผลผลิตที่ลดลง รวมถึงบรรยากาศการทำงานที่เป็นไปในเชิงลบ

อาการ Burnout เป็นอย่างไร

จาก 15 อาการ Burnout ของตัวเองและคนใกล้ตัว จาก iSTRONG คุณอาจนำไปใช้ประเมินตนเองหรือส่งต่อให้คนใกล้ตัวได้ลองประเมินสภาพความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนเองเช่นกัน

1. รู้สึกหมดพลังทั้งกายและใจ ไม่กระตือรือร้น และไม่มีแรงต่อสู้กับอะไรเหมือนอย่างเคย

2. เริ่มคิดลบเกี่ยวกับงานที่ทำ หรือองค์กร

3. เริ่มไม่แคร์ความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานคนอื่น

4. เริ่มหงุดหงิดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ง่ายขึ้น

5. รู้สึกว่า เพื่อนร่วมงานมักไม่เห็นค่าหรือเข้าใจผิดในสิ่งที่ทำ

6. รู้สึกเหมือนไม่มีใครที่ฉันจะพูดคุย หรือปรึกษาเรื่องที่อึดอัดใจได้

7. รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรสำเร็จน้อยกว่าที่ควร

8. รู้สึกกดดันและเครียดเกินควรเพื่อทำงานให้สำเร็จ

9. ภาระงานของฉันมีมากเกินกว่าที่ตัวเองจะรับมือไหว

10. สมาธิในการทำงานแย่ลง

11. คิดถึงเรื่องการลาออกหรือขอย้ายงาน

12. เริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง

13. นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือตื่นกลางดึก

14. ดื่มมากขึ้น ติดซีรีย์หรือเกมมากขึ้น หรือใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อระบายความเครียด

15. กินมากขึ้น หรือเบื่ออาหาร

หากพูดโดยสรุปก็คือ บุคคลจะมีบุคลิกที่เปลี่ยนไป อาจเปลี่ยนจากคนสงบสุขุมกลายเป็นคนหงุดหงิด ขี้โมโห มีพฤติกรรมหรือทัศนคติที่เปลี่ยนไป จากความไว้เนื้อเชื่อใจคนเป็นการเยอะเย้ยถากถาง เปลี่ยนจากการรับรู้และเข้าใจโลกว่าปลอดภัยเป็นการมองเห็นว่าโลกนี้มีแต่อันตราย 

การตัดสินใจเปลี่ยนจากคนใช้เหตุผล ไปเป็นการเบี่ยงเบนตกขอบ ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้นจะเป็นไปนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับกำลังงานในกายตนที่หมดไป และการเอากลับคืนมา

แต่ภาวะหมดไฟไม่ได้แสดงอาการเดียวกันกับทุกสถานการณ์ โดยอาจมีอาการดังกล่าวเมื่อต้องอยู่ในที่ทำงาน แต่กลับดีเวลาที่อยู่ในหมู่เพื่อนฝูงที่รู้ใจ

ล่าสุดผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับคนคนหนึ่งที่เล่าให้ฟังว่า เพื่อนสนิทของเขากำลังเข้าสู่ภาวะ Burnout ที่มาจากการทำอาชีพ Youtuber ที่โดยส่วนใหญ่มักนั่งคิดนั่งทำอยู่คนเดียว จนเมื่อเวลาผ่านไป ลักษณะงานก็เริ่มวนเวียนและซ้ำ ๆ รวมทั้งการต้องคอยรับความกดดันในเรื่องของยอดเข้าชม และคอมเม้นต์ในเชิงลบที่บั่นทอนกำลังใจและสุขภาพจิตอยู่พอสมควร เมื่อสะสมมาก ๆ เข้าก็เริ่มเกิดอาการเข้าข่าย checklist ด้านบน

วิธีการทดสอบว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับบุคคลคนนั้นคืออาการหมดไฟที่เกิดจากการทำงานหรือไม่ คือ การลองพักชั่วคราว เพื่อพาตัวเองออกไปให้ห่างจากเรื่องงาน โดยอาจไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ได้อยู่กับตัวเองเงียบ ๆ หรือไปทำงานอดิเรกอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานปัจจุบันเป็นเวลา 3-7 วันเป็นอย่างน้อย และประเมินภาวะจิตใจของตนเองอีกครั้ง ว่ายังรู้สึกเหมือนเดิมหรือไม่ หากยังเป็นเหมือนเดิม ขอแนะนำให้ลองรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือนักให้คำปรึกษา เพื่อค้นหาสาเหตุ รวมถึงทางออกของสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของหัวหน้าทีม HR หรือองค์กร สามารถช่วยปรับบริบท เงื่อนไขการทำงาน รวมทั้งบริบทในการทำงาน เพื่อป้องกันหรือลดปัญหาภาวะ Burnout ในพนักงานลงได้ โดยใช้หลักการของจิตวิทยาเชิงบวก ซึ่งมีคำแนะนำอยู่ 5 ข้อ ดังนี้

1. กระตุ้นให้พนักงานได้มีภาวะอารมณ์ที่สดใสและเป็นบวก ตั้งแต่เช้าของแต่ละวัน โดยปกติแล้วอารมณ์ของคนเราที่เริ่มต้นในตอนตื่นนอนหรือตอนเช้าก่อนทำงาน มักจะมีอิทธิพลต่อภาวะอารมณ์ของคนคนนั้นไปอีกทั้งวัน ดังนั้นหากหัวหน้างาน HR หรือองค์กรสามารถให้คำแนะนำพนักงาน ในการกำหนดอารมณ์ของตนเองทุกเช้า หรือสร้างกิจกรรมเล็ก ๆ บางอย่างขึ้นมา เพื่อปรับอารมณ์ของพนักงานให้ดีก่อนเริ่มงานทุกวัน เช่น บางที่จะมีการซื้อปาท่องโก๋หรืออาหารเช้ามาไว้ให้ทุกคนได้เพิ่มพลังก่อนทำงาน และถือโอกาสในการได้พูดคุยเรื่องอื่น ๆ ในเชิงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกด้วย

รวมไปถึงสภาพอารมณ์ก่อนเลิกงานก็ช่วยได้เช่นกัน หาก HR สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมหรือเทคนิคบางอย่างที่ช่วยให้พนักงานผ่อนคลายตัวเองก่อนกลับบ้าน เช่น นั่งสมาธิร่วมกันตอนเย็น หรือมีมุมสังสรรค์เล็ก ๆ กัน ก็จะช่วยได้ บางทีที่อาจมีพนักงาน Gen Y และ Gen Z มากหน่อย ก็อาจจะมีมุมเล่นเกม Playstation หรือกีฬาร่วมกัน

นอกจากนี้ในเชิงของวัฒนธรรมการทำงานก็ส่งผลต่อสภาพอารมณ์ของคนเช่นกัน ควรมีการให้ความรู้ ให้แนวทาง หรือฝึกอบรมเรื่องการสื่อสารในทีมงาน การใช้คำพูดเชิงบวก การบริหารความเครียดของตนเอง และการควบคุมอารมณ์ ให้แก่พนักงานด้วย เพื่อช่วยกันสร้างบรรยากาศที่เป็นบวกในทีม 

2. ดูแลสภาพความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พนักงาน ใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านสถานที่ทำงานและสวัสดิการ 2) ด้านหัวหน้างาน และ 3) ด้านตัวงาน สภาพแวดล้อมที่ดีย่อมส่งผลให้สุขภาพใจของคนดีตามไปด้วย อย่างน้อยต้องสะอาด โปร่ง โล่ง มีสวัสดิการที่ทำให้พนักงานได้รับรู้ว่าองค์กรเห็นความสำคัญของพวกเขา นอกจากนี้หัวหน้างานก็ส่งผลกระทบไม่แพ้กัน หากหัวหน้างานมีจิตวิทยาในการดูแลคน รู้วิธีดึงศักยภาพของลูกน้องออกมาได้ และสามารถดูแลไปถึงจิตใจของแต่ละคน ก็จะยิ่งสร้างความรู้สึกรัก มีพลัง และผูกพันกับงาน 

พนักงานที่รับรู้ว่า ตนเองมีหัวหน้าที่คอยสนับสนุน คอยช่วยแก้ปัญหา และองค์กรมีทรัพยากรที่สนับสนุนการทำงาน ก็จะช่วยให้ห่างไกลจากภาวะหมดไฟได้มากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ลักษณะงานที่แต่ละคนทำก็มีอิทธิพลอย่างมาก ตามหลักแล้วหากบุคคลได้ทำงานที่ตรงกับจุดแข็ง และความถนัดของตัวเอง จะยิ่งทำให้มีผลงานที่ดีมากขึ้น รวมทั้งมีความมุ่งมั่นทุ่มเทมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะพวกเขาจะรู้สึกภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง ดังนั้นหากองค์กรและหัวหน้าช่วยพนักงานแต่ละคนค้นหาจุดแข็ง พร้อมทั้งให้โอกาสในการให้พวกเขาทำในสิ่งที่ถนัด หรือแม้กระทั่งได้ทำงานส่วนที่ชอบ ก็จะยิ่งสร้างความรู้สึกรักงาน และทุ่มเทมากยิ่งขึ้น

3. ความสัมพันธ์ในที่ทำงานต้องดีด้วย คุณอาจสังเกตได้ว่า หากที่ไหนที่มีการเมืองในองค์กรรุนแรง ทุกคนต่างสร้างความกดดัน และหวาดระแวงให้กันและกัน ไม่มีความจริงใจ ขาดไร้ซึ่งความร่วมมือร่วมใจกันในการทำงานเพื่อเป้าหมายส่วนรวม จะยิ่งบั่นทอนพลังในการทำงาน กระตุ้นความเบื่อหน่าย และเร่งให้เกิดภาวะหมดไฟในพนักงานให้มีมากขึ้นเร็วขึ้น

แต่หากที่ทำงานไหน พนักงานรู้สึกว่าหัวหน้าดี เพื่อนร่วมงานดี ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตนเองได้มีโอกาสแสดงความสามารถ ที่นั่นจะกลายเป็นที่ทำงานในฝันของใครอีกหลาย ๆ คน ซึ่งทีม HR หรือแม้กระทั่งหัวหน้าอาจจะคอยถามไถ่ สังเกต และประเมินอยู่เป็นประจำว่า ความสัมพันธ์ ความร่วมมือร่วมใจกันของพนักงานเป็นอย่างไร และหากเกิดปัญหาความขัดแย้ง หรือความสัมพันธ์ขึ้น ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องรีบลงมือจัดการโดยด่วน ก่อนปัญหาจะบานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งส่วนตัวที่ไม่มีวันแก้ไขได้

4. ทำให้พนักงานทุกคนรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า ได้ทำงานที่มีคุณค่า มีความหมาย และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผลงาน หรือผลกระทบให้กับคนอื่น ๆ เพราะทุก ๆ คนเกิดมาล้วนต่างต้องการมีตัวตน มีคุณค่าสำหรับใครบางคน และรู้ว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่นี้ ทำไปเพื่ออะไร และทำเพื่อใคร เมื่อไหร่ที่คนทำงานเริ่มตั้งคำถามว่า “ฉันมาทำอะไรที่นี่” หรือ “เหนื่อยขนาดนี้ไปทำไม” พลังใจรวมถึงพลังชีวิตของเขาก็จะเริ่มมอดลง ดังนั้น ทั้งหัวหน้าทีม และองค์กร อาจต้องรับฟังพนักงานด้วยว่า เขาให้คุณค่ากับเรื่องอะไร เช่น ครอบครัว สุขภาพร่างกายที่ดี หรือความมั่นคง แล้วจึงหาทางปรับให้การทำงานสอดคล้องกับค่านิยมและเป้าหมายส่วนตัวของพนักงานมากขึ้น เรียกได้ว่า win-win กันทุกฝ่าย องค์กรก็ได้ใจพนักงาน พนักงานก็ทุ่มเทเพื่อองค์กร

5. ทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองเติบโตขึ้น พัฒนาขึ้น และประสบความสำเร็จ

สิ่งนี้นอกจากจะช่วยพนักงานได้วางแผนพัฒนาตนเอง มีโอกาสได้ทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ท้าทายความสามารถแล้ว ยังสามารถแสดงออกผ่านการชื่นชม การให้รางวัล หรือการบอกให้พนักงานรับรู้ว่า เขาเก่ง มีคุณค่า รวมทั้งความพยายามของเขาได้รับการมองเห็นและซาบซึ้ง ซึ่งจะช่วยให้พนักงานรู้สึกได้ว่า ความเหนื่อยและความทุ่มเทของเขานั้นเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่การเหนื่อยเปล่าโดยไม่มีจุดหมายปลายทางหรือมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

เหล่านี้คือแนวทางหลัก ๆ 5 ประการที่มองในมุมของจิตวิทยาเชิงบวก ที่จะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการหมดไฟของพนักงาน โดยเฉพาะคนที่เก่ง ๆ และทุ่มเทในองค์กรได้ ซึ่งในแต่ละด้านก็สามารถแตกแยกย่อย ออกแบบเป็นกิจกรรมได้อีกหลากหลายมากทีเดียว

หวังว่าทั้ง 5 ประการนี้จะช่วยจุดประกายไอเดีย หรือทำให้ผู้ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งตัวคนทำงานเองได้มีแนวทางในการนำไปใช้ปรับในชีวิตจริงต่อไป


ประวัติผู้เขียน

พิชาวีร์ เมฆขยาย
ที่ปรึกษาด้าน Mental Health ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาองค์กร (M.Sc./B.Sc. Organizational & Industrial Psychology) ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาศักยภาพและ Mindset และ Positive Psychology Certified