6 ลักษณะของคนที่มี Resilience

Resilience เริ่มปรากฏอิทธิพลและความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกการทำงาน โดยเฉพาะหลังจากที่มีวิกฤตโรค COVID-19 ระบาด ที่กระทบต่อชีวิตของคนทั่วไป เกิดวิถีชีวิตใหม่ ทุกคนเกือบทั้งโลกโดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ ถูกบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปโดยปริยาย ซ้ำร้ายกว่านั้นคือผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ ทำให้บางบริษัทถึงขั้นต้องปิดตัว เลิกจ้างพนักงาน หรือเบา ๆ กว่านั้นคือ อาจให้หยุดงานชั่วคราวโดยไม่จ่ายค่าจ้าง หรือทำงานตามปกติแต่ลดค่าจ้างลง

Resilience คือคุณสมบัติของบุคคลในการยืดหยุ่น ปรับตัว และฟื้นตัวจากภาวะเครียด กังวล ผิดหวัง เสียใจ ล้มเหลว หรือการสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ให้สามารถกลับมามีภาวะทางใจที่ปกติ ใช้ชีวิตตามปกติ มีความสุข และมีพลังที่จะสู้ต่อ

หากผิดหวังจากการสอบแข่งขันหนึ่ง คนที่มี Resilience สูงจะเสียใจไม่นาน กล่าวคือเขาจะทำใจได้เร็ว และกลับมาเตรียมตัวเพื่อสอบแข่งขันในรายการถัดไปได้ แต่คนที่มี Resilience ไม่สูงนัก มักจะใช้เวลานานกว่าจะหายเศร้าและกลับมาเป็นปกติสุขได้อีกครั้ง ดีไม่ดีอาจจะรู้สึกเข็ดขยาด โดยไม่กล้าสมัครสอบแข่งขันที่ไหนอีกเลย รวมทั้งอาจจะตีตราตัวเองด้วยซ้ำว่า ฉันมันเป็นคนไม่เอาไหน

Resilience เริ่มปรากฏอิทธิพลและความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกการทำงาน โดยเฉพาะหลังจากที่มีวิกฤตโรค COVID-19 ระบาด ที่กระทบต่อชีวิตของคนทั่วไป เกิดวิถีชีวิตใหม่ ทุกคนเกือบทั้งโลกโดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ ถูกบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปโดยปริยาย ซ้ำร้ายกว่านั้นคือผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ ทำให้บางบริษัทถึงขั้นต้องปิดตัว เลิกจ้างพนักงาน หรือเบา ๆ กว่านั้นคือ อาจให้หยุดงานชั่วคราวโดยไม่จ่ายค่าจ้าง หรือทำงานตามปกติแต่ลดค่าจ้างลง

นอกจากนี้หลาย ๆ องค์กรยังถูกบีบให้ต้องมีนโยบาย Work from home ที่ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวขนานใหญ่ บางคนเกิดผลในทางบวก แต่บางคนกลับเกิดผลในทางลบ คือ จัดการชีวิตไม่ได้ เครียดมากขึ้น

หน้าที่อย่างหนึ่งขององค์กรช่วงนี้ คือการช่วยให้พนักงานสามารถปรับตัวได้ บริหารอารมณ์ความเครียดของตัวเองได้ รวมทั้งกลับมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพได้อีกครั้ง ซึ่งนั่นก็คือ การพัฒนา Resilience ในพนักงานนั่นเอง

ลักษณะของคนที่มี Resilience

ปัจจุบันการวิจัยในเชิงจิตวิทยา โดยเฉพาะจิตวิทยาเชิงบวกเกี่ยวกับ Resilience นั้นมีจำนวนมาก และในแต่ละโมเดลหรือตำราต่างพูดถึงองค์ประกอบหรือลักษณะของ Resilient people แตกต่างกันในรายละเอียด ดังนั้นผู้เขียนจึงขอสรุปจากการประมวลโมเดลต่าง ๆ รวมถึงการตกผลึกจากการประสบการณ์ทำงานจริง ดังนี้

1) มองโลกในแง่ดี (Optimism)

คนที่ฟื้นตัวได้เร็วต้องมีความหวังว่าสิ่งต่าง ๆ จะจบลงด้วยดี รวมทั้งมองปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งชั่วคราว แก้ไขได้ การมองโลกในแง่ดีนี้ทั้งการตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตในเชิงของบทเรียนที่มีประโยชน์ ยังเป็นการประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในแง่บวก รวมทั้งการคาดหวังว่าอนาคตจะมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้น ดังนั้น การมองโลกในแง่ดีในที่นี้จึงเกี่ยวข้องกับการมีความหวัง หวังว่าปัญหาจะคลี่คลาย จะเจอทางออก และอนาคตจะมีสิ่งดีเกิดขึ้น

การตีความความล้มเหลวที่เกิดขึ้นก็สำคัญเช่นกัน คนที่มองโลกในแง่ดีจะมองว่าเกิดจากปัจจัยภายนอก หรืออาจจะเตรียมตัวได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่จะไม่โทษตัวเองว่าเป็นคนไม่ได้เรื่อง เป็นคนไม่เก่ง รวมทั้งมองปัญหาที่เข้ามาว่าเป็นความท้าทาย ท้าทายความสามารถของตัวเอง มากกว่าจะมองว่าเป็นขวากหนามที่คอยดับฝัน หรือมองว่าเป็นของสูงที่เป็นไปไม่ได้

2) เชื่อมั่นในความสามารถตนเอง (Self-efficacy)

คนที่จะฟื้นตัวได้เร็วต้องเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถผ่านพ้นมันไปได้ Self-efficacy ในที่นี้คือ ‘Can-do attitude’ ที่แม้ ณ ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ก็จะหาวิธีทำให้สำเร็จจนได้ คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกมักต้องเผชิญกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่มาก่อน แล้วพวกเขาฝ่าฟันมาได้ ซึ่งการที่พวกเขาถูกสถานการณ์ต่อยจนล้มลง เขาต้องกล้าลุกขึ้นยืน เพื่อต่อสู้อีกครั้ง ด้วยความศรัทธาในตัวเอง และเชื่อว่าซักวันตัวเองต้องทำให้ได้ แม้ครั้งนี้จะยังไม่สำเร็จ แต่หากพยายามไปเรื่อย ๆ ปรับปรุงแก้ไขจุดผิดพลาดไปเรื่อย ๆ จะต้องมีซักวันที่ทำสำเร็จ

นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) อีกด้วย คนที่มองว่าตนเองมีคุณค่ามากพอที่จะคู่ควรหรือได้รับในสิ่งที่ดีจะไม่ดูถูกตัวเอง เมื่อทำผิดพลาดหรือผิดหวังจากบางสิ่งบางอย่าง พวกเขาจะไม่โทษและไม่เหมารวมว่า ตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน พวกเขาจะไม่ตัดสินตัวเองแบบนั้น เหมือนกับคนที่มี Self-esteem ที่ยังศรัทธาในตัวเอง และเชื่ออย่างหมดใจว่าเขาคู่ควรกับสิ่งที่ดี

3) จัดการความเครียดความเสียใจของตัวเองได้ (Emotion Regulation)

สิ่งที่ทำแล้วล้มเหลวหรือผิดพลาด ย่อมทำให้คนคนนั้นรู้สึกเครียด เสียใจ ท้อแท้ ผิดหวัง หรือเศร้าเป็นธรรมดา แต่คนที่มี Resilience สูงจะรู้จักวิธีจัดการให้ความรู้สึกในเชิงลบเหล่านั้นผ่อนคลาย หรือจางหายไปโดยเร็ว แล้วแทนที่ด้วยความรู้สึกบวก สบายใจ มีพลังใจแทนที่ ซึ่งต้องมีวิธีบริหารอารมณ์ และควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ทั้งนี้ก่อนที่จะสามารถจัดการอารมณ์ได้นั้น ต้องรู้ก่อนว่าตัวเองกำลังมีอารมณ์หรือรู้สึกอย่างไร นั่นคือมี Self-awareness มีสติตระหนักรู้ตัวเองเสมอ แล้วจึงจะสามารถจัดการได้ ทั้งนี้แต่ละคนจะมีเทคนิคการลบล้างอารมณ์ทางลบไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเทคนิคแต่ละคน

4) มุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ (Persistence)

คนที่จะพาตัวเองออกจากความผิดหวังแล้วประสบความสำเร็จในภายหลังได้ ต้องมีลูกอึด เพียรพยายามอย่างไม่ลดละ และไม่ท้อถอยต่อความล้มเหลวและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ความมุ่งมั่นที่ว่านี้แสดงออกผ่านการกระทำที่ไม่ล้มเลิกง่าย ๆ มีความดันทุรังพอประมาณ​ในเรื่องที่มองเห็นทางว่าจะสำเร็จซักวัน หากคนไหนมีกำลังใจที่ดี มีปัจจัยด้านสุขภาพจิตที่ดีแล้ว แต่ขาดการลงมือทำต่อให้สำเร็จ ก็ยากที่จะกลับมารู้สึกดีกับตัวเอง และยากที่จะทำเรื่องท้าทายให้สำเร็จ

5) มี Growth mindset (Self-esteem)

ในทางจิตวิทยาโดย Carol Dweck ได้ตีพิมพ์และเผยแพร่คอนเซ็ปต์ของ Growth mindset กับ Fixed mindset ซึ่งความแตกต่างของสองกรอบแนวคิดนี้ หลัก ๆ คือความเชื่อที่ต่างกัน คนที่มี Growth mindset จะเชื่อว่าคนเราก็ไม่ได้เก่งตั้งแต่เกิด ทุกอย่างล้วนเกิดจากการเรียนรู้พัฒนาตนเองไปเรื่อย ๆ ผิดพลาดตรงไหนก็ปรับปรุงแก้ไขไปให้ดีขึ้น รวมทั้งเชื่อมั่นในความพยายาม ในขณะที่คน Fixed mindset จะเชื่อว่า ถ้าคนจะเก่งก็จะมีแววมาตั้งแต่เกิด ทำสิ่งไหนก็มักจะทำได้ดีกว่าคนอื่นแม้ในครั้งแรก ๆ คนกลุ่มนี้เชื่อในพรสวรรค์ที่ติดตัวมา แต่อาจปรับให้เข้าที่เข้าทางด้วยการขัดเกลาอีกเล็กน้อยเท่านั้น แต่คนที่มี Resilience สูงจะเป็นกลุ่มที่มี Growth mindset ที่ไม่ยอมแพ้จากความล้มเหลวในตอนแรก ๆ ไปซะก่อน เมื่อยังไปไม่ถึงเป้าหมาย พวกเขาจะเชื่อว่า อาจยังวางแผนไม่ดีพอ ทำงานหนักไม่มากพอ เตรียมตัวไม่ดีพอ แต่เชื่อว่าหากแก้ไขปิดจุดอ่อนสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว พวกเขาก็จะไปถึงเป้าหมายในที่สุด

6) มีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจและสนับสนุน (Social support)

คนที่มี Resilience มักจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว พวกเขาดูเหมือนจะโชคดีที่มีคนคอยรับฟัง อยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และสนับสนุนในยามที่พวกเขาเกิดเสียขวัญ ท้อแท้ หรือเศร้าซึม แต่ภายใต้ความโชคดีนั้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการที่พวกเขาเองก็ดูแลความสัมพันธ์ที่ดีกับคนใกล้ตัวด้วยเช่นกัน เหมือนแนวคิดบัญชีออมใจที่พวกเขาเองก็ต้องคอยสนับสนุนคนอื่นในยามที่อีกฝ่ายต้องการเช่นกัน ดังนั้นภายใต้ความโชคดีที่มีแต่คนคอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง จึงมักเกิดจากที่พวกเขาก็ทำให้กับคนอื่นเช่นกัน

ในการวิจัยพบว่า ปัจจัยเรื่อง Social Support นั้นสำคัญต่อ Resilience มาก ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีและยืนยาวนั้น มีผลดีต่อชีวิตในเกือบทุกด้าน

จากทั้ง 6 ข้อที่สรุปมาให้นี้ คุณลองประเมินตนเอง รวมทั้งนำไปประเมินคนรอบตัว

อ่านบทความ: วิธีพัฒนา RESILIENCE ในทีมงาน


ประวัติผู้เขียน

พิชาวีร์ เมฆขยาย

ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาองค์กร ผู้บริหาร iSTRONG Mental Health วิทยากร นักเขียนด้านจิตวิทยาเชิงบวก

M.Sc. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ B.Sc. จิตวิทยา (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Positive Psychology Certified

0 0 votes
Article Rating

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

1 Comment
Inline Feedbacks
View all comments

[…] บทความแนะนำ: 6 ลักษณะของคนที่มี Resilience &gt… […]